BOTOX

By July 11, 2015 No Comments
BOTOX

REVIEW ลูกค้ามารับบริการ

โบท็อกซ์ (Botox)

Botox เป็นโปรตีนบริสุทธิ์ สกัดจาก Botulinum toxin type A ลบริ้วรอยบริเวณหัวคิ้ว หน้าผากชั่วคราว รอยตีนกา ทำให้ผิวหนังด้านบนของกล้ามเนื้อที่ฉีดเข้าไปนั้นเรียบขึ้น มีการทดสอบการใช้ Botox เป็นเวลากว่า 12 ปี เพื่อยืนยันผลการรักษาทางการแพทย์ต่างๆ

 

โบท็อกซ์ (Botox)หรือ “Botulinum Toxin-A”

เมื่อฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือชั้นผิวหนังที่มีริ้วรอย ยาจะยับยั้งบริเวณนั้นทำให้เกิดการคลายตัว ทำให้ด้านบนกล้ามเนื้อเรียบและไม่มีรอยย่น ส่วนการทำงานด้านอื่นๆ ของเส้นประสาทเป็นปกติ เช่น การรับรู้ความรู้สึกต่างๆ เป็นไปตามปกติ เนื่องจากยาจะออกฤทธิ์ เฉพาะบริเวณที่ฉีดเท่านั้น ไม่มีผลกับกล้ามเนื้อส่วนอื่น เมื่อคุณแสดงสีหน้าและอารมณ์ต่างๆ จึงยังคงดูเป็นธรรมชาติ หน้าไม่แข็งเหมือนทำศัลยกรรม แต่ริ้วรอยหายไป จึงนำมาใช้ปัญหาการลบริ้วรอย ยกกระชับใบหน้า ลดกราม ปรับรูปหน้าให้ดูเรียวเป็น V Shape

 

โบท็อกซ์ (Botox) สามารถลบริ้วรอยต่างๆ

ริ้วรอยต่างๆ บนใบหน้าเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งอายุที่เพิ่มขึ้นตามวัย การถูกแสงแดดบ่อยๆ ผลข้างเคียงจากการใช้เครื่องสำอางมากเกินไป ความเครียด  และการแสดงอารมณ์ทางสีหน้าเป็นประจำ เราสามารถทำให้ริ้วรอยที่ไม่พึงปรารถนาเหล่านั้นหายไปได้ด้วยโบท็อกซ์

 

 

โบท็อกซ์ (Botox) สามารถยับยั้งเหงื่อ ลดกลิ่นตัวได้

หากใครเหงื่อออกมาผิดปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของกลิ่นตัวก่อให้เกิดความไม่มั่นใจและผลกระทบต่อจิตใจในการดำเนินชีวิตประจำวัน ถึงแม้ว่ายังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน แต่ปัจจุบันมีวิธีรักษาที่ทำได้ง่าย ได้ผลดี และได้รับการยอมรับจากองค์การอาหารและยา นั่นคือ การฉีดโบท็อกซ์ ใต้ผิวหนังบริเวณที่มีเหงื่อออกมากบริเวณรักแร้

หลักการออกฤทธิ์ของ โบท๊อกซ์ (Botox)

ยาจะออกฤทธิ์และเริ่มเห็นผลภายใน 2-3 วันและเห็นผลสูงสุดภายใน 7-14 วัน ซึ่งคุณจะรู้สึกได้ว่า ริ้วรอยบนใบหน้าคุณหายไป ยาจะมีฤทธิ์อยู่ได้นาน 4-6 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลขนาดยาที่ฉีด และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดนั้นๆ (muscle tone)

หลังจากยาหมดฤทธิ์ กล้ามเนื้อกลับมาหดตัวตามปกติ รอยย่นของผิวหนังจะค่อยๆ กลับคืนสู่สภาพเดิม ไม่มีผลแทรกซ้อนใดๆ เนื่องจากไม่มีการตกค้างของยา

การฉีด โบท๊อกซ์ ซ้ำ สามารถทำได้ตามความต้องการของคุณและมีรายงานว่า การฉีดซ้ำโดยไม่ทิ้งช่วงหลังยาหมดฤทธิ์ไปนานจะช่วยให้การฉีดยาครั้งหลัง ยามีฤทธิ์อยู่ได้ยาวนานขึ้น เว้นระยะในการฉีดครั้งต่อไปนานขึ้น และยังคงประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์เช่นเดิม

 

ข้อดีของโบท๊อกซ์

1. สามารถใช้รักษารอยย่นต่างๆ ที่เกิดจากการแสดงสีหน้าได้ผลดีโดยไม่ต้องผ่าตัดทำศัลยกรรม

2. ใช้เวลาในการฉีดเพียง 5-10 นาทีเท่านั้น ไม่ต้องใช้เวลาในการพักฟื้นและสามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติ

3. ไม่ต้องพบกับข้อเสียจากการผ่าตัด เช่น บวม, ปวดแผล, มีแผลเป็นหรือข้อแทรกซ้อนอื่นๆ ที่รุนแรง

4. ใช้ยาปริมาณเพียงเล็กน้อยในการฉีด และใช้เข็มที่มีขนาดเล็กที่สุดในการฉีด ซึ่งจะรู้สึกเหมือนมดกัดเท่านั้น

5. เห็นผลเร็ว เพียงไม่กี่วันคุณจะรู้สึกได้ว่า ริ้วรอยหายไป

6. ใช้ได้ผลดีเท่าๆ กันทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

7. สามารถนำไปใช้ร่วมกับคอลลาเจน ฟิลเลอร์ หรือเลเซอร์ได้

 

การปฏิบัติตัวก่อนและหลังการฉีด Botox

     ก่อน

         1. หยุดใช้ยากลุ่มกรดวิตามินเอ เอเอชเอ สครับขัดหน้าเป็นเวลา 1-2 วันก่อนการฉีดโบท๊อกซ์

         2. หยุดการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDS ได้แก่ Brufen, Naproxen, Motrin วิตามินอี น้ำมันปลา จิงโกะเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์

             เพื่อลดการเกิดรอยฟกช้ำ

         3. งดแอลกอฮอล์ 24 ก่อนการรักษา

         4. ถ้ามีประวัติของโรคเริมบริเวณริมฝีปาก ควรแจ้งแพทย์ก่อนรับการรักษา

 หลัง

         1. อย่านวด กด หรือกระทำการอันใดที่จะมีผลต่อบริเวณที่รักษา เช่นสวมหมวก สวมหมวกกันน๊อค หรือนวดหน้า

         2. อย่านอนราบหรือก้มหน้าเป็นเวลาสี่ชั่วโมง

         3. งดการอยู่ในที่ร้อนเช่น อบซาวน่า ปรุงอาหารหน้าเตาร้อนเป็นเวลาสี่ชั่วโมง

         4. รอยนูนจากการฉีดจะหายไปเองภายในเวลา 2-3 ชั่วโมง

         5. งดเว้นการออกกำลังกายอย่างหนักหรือการเล่นโยคะเป็นเวลาสี่ชั่วโมงหลังการรักษา

         6. งดการทานยาหรือเครื่องสำอางที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น กรดวิตามินเอ เอเอชเอ วิตามินซีเป็นเวลา 24 ชั่วโมงหลังการรักษา

         7. พยายามขยับกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีด 1-2 ชั่วโมง เพื่อให้ยากระจายตัวเข้ากล้ามเนื้อได้มากขึ้น

         8. สามารถใช้น้ำแข็งประคบในกรณีที่มีอาการบวมแดงหรือช้ำได้

         9. สามารถใช้เครื่องสำอางได้หลังการรักษาด้วยความนุ่มนวลหลีกเลี่ยงการกดถู

         10. ผู้ป่วยจะเริ่มเห็นผลการรักษาใน 2-7 วัน และเห็นผลการรักษาสูงสุดในสองสัปดาห์

         11. กลับมาพบแพทย์เมื่อมีข้อสงสัยหรือสิ่งผิดปกติใดๆ

Follow us on Facebook :